ความสอดคล้องของกำไรต่อหุ้นกับพฤติกรรมของราคา

หากให้กล่าวถึง เรื่องของพฤติกรรมราคานั้นผมมี Case Study มากมายที่สามารถจะพูดทั้งวันได้จนคุณหลับ เมื่อผมไม่เข้าใจสิ่งใดผมจะใช้ตาทั้งสองข้างของผมมองไปที่สิ่งนั้น และให้เวลาในการพิจารณาสิ่งต่างๆที่มันแสดงออกมา นั่นคือการสังเกต การสังเกตสิ่งต่างๆเหล่านี้จะนำพาเราไปสู่การจดจำ รวมถึงสะท้อนให้เราได้เห็นว่าพฤติกรรมราคานั้นเกิดจากการเคลื่อนไหวของเม็ดเงิน และสิ่งต่างๆเรานี้ก็เกิดมาจากพฤติกรรมของคนทั้งสิ้น ผลกำไรต่อหุ้นจึงมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากที่จะเป็นสิ่งขับเคลื่อนราคาได้ ยิ่งผลกำไรต่อหุ้นที่ออกมาดีกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ ยิ่งส่งผลให้เกิดการพลังของการขับเคลื่อนของแนวโน้ม

# คลิกที่รูปภาพเพื่อดูรูปภาพขนาดเต็ม

EPS หรือ EANING PER SHARE ที่ผมกล่าวถึงนี้เราสามารถพิจารณาแบบ QoQ% หรือจะเปรียบเทียบแบบแนวนอนก็ได้ ซึ่งในบทความนี้ผมใช้การเปรียบเทียบแบบแนวนอน นั่นคือคำนวณผลการเปลี่ยนแปลงของ EPS จาก ไตรมาสที่ 1(Q1) , ไตรมาสที่ 2 (Q2) , ไตรมาสที่ 3 (Q3) ตามลำดับไปเรื่อยๆ ผมใช้ข้อมูลย้อนหลัง 5 ไตรมาส ในการประมวลผล ที่สำคัญอย่างยิ่งคือ สิ่งที่เรากำลังพูดถึงในตอนนี้ไม่ใช่การประมวลผลทั้งหมดที่เราควรจะใช้ในการลงทุน มันเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆที่เราควรทำข้อมูลประกอบในหุ้นที่เราสนใจอย่างสม่ำเสมอ เมื่อผมพบเจอหุ้นที่ผมสนใจผมเลือกที่จะมองมันจากพฤติกรรมของการบีบอัดราคา รวมถึงหากหุ้นตัวที่วิ่งใกล้แนวต้านในระยะครึ่งปี หรือ แนวต้านในระยะ 1 ปี แบบนี้ผมก็จะเริ่มสนใจมัน

ผมจะพิจารณาพฤติกรรมของราคาก่อนเสมอ และเมื่อผมเห็นหุ้นที่สนใจ ผมจะเริ่มมองไปที่ตัวอุตสาหกรรม มองไปที่ตัวบริษัท และมองไปที่ผลกำไรของกิจการ จะเห็นได้ว่าผมเลือกที่จะมองราคาก่อนเสมอ แต่ก็ใช่ว่าจะซื้อเพราะมัน New High เสมอไป หุ้นที่ยอดเยี่ยมและวิ่งเป็นจรวดที่ผมพบเจอส่วนใหญ่ เกิดมาจากองค์ประกอบหลายสิ่ง อาทิเช่น ผลกำไรเติบโตและมีส่วนแบ่งการตลาดสูง, มีผลพลอยได้จากนโยบายภาครัฐ, ฐานราคามีความแข็งแกร่งกว่าตลาดโดยรวม, ราคาเกิดการบีบอัดจนทำให้ราคาแกว่งตัวแคบลง หรือที่เห็นเป็นประจำก็คือ ราคาปรับตัวขึ้นจากฐานราคาที่น่าเชื่อถือ อาทิเช่น Cup With Handle , Flat Base , Swing Top&Down Box ฯลฯ จะเห็นได้ว่าองค์ประกอบของการคัดสรรนั้นมันกว้างพอสมควรเลยทีเดียว ซึ่งผมคงกล่าวทั้งวันก็ไม่จบ และแน่นอนในบทความเดียวก็คงจะยากอย่างมากที่ผมจะย่อส่วนข้อมูลออกมาได้

ผมนำ Case Study มาให้ท่านได้มองเห็นภาพ ตามจริงแล้วผมพยายามอย่างมากที่จะทำภาพประกอบให้มากกว่านี้ แต่ด้วยการที่ใช้ระยะเวลามากพอสมควรจึงทำให้ผมสามารถทำภาพประกอบได้เพียง 4 ภาพ โดยปกติแล้วผมจะใช้เวลาเขียนบทความๆหนึ่งประมาณ 1-3 ชั่วโมง และต้องขออภัยจริงๆหากผมทำภาพประกอบไม่มากพอที่จะสื่อความหมายได้อย่างเหมาะสม ใน Study Case นี้ประกอบด้วยหุ้นจำนวน 4 หุ้น ได้แก่ PTG , MALEE , GPSC และ CBG หุ้นเหล่านี้กระตุกความสนใจผมจะการที่มันแก่วงตัววิ่งเข้าหาแนวต้านในระยะ 52-Week และ 26-Week ผมเริ่มทุกอย่างจากตรงนั้น แล้วจึงไปคัดกรองอุตสาหกรรมโดยใช้พฤติกรรมของราคาอุตสาหกรรมมาคัดกรองอีกครั้ง เพื่อสังเกตดูว่าหุ้นตัวที่ขึ้นนั้นเป็นการขึ้นทั้งอุตสาหกรรมหรือไม่ หรือเป็นการขึ้นจากตัวมันเพียงตัวเดียว เพราะการขึ้นโดยมีเพื่อนในอุตสาหกรรมเดียวกันสนับสนุนด้วยจะเป็นการขึ้นที่น่าสนใจกว่า การเปลี่ยนแปลงแนวโน้มจะไม่ผันผวนรุนแรงมากจนเกินไป อย่างอุจสาหกรรมอาหารก็จะมีหุ้น TKN , MALLE , CPF , CBG , TVO ฯลฯ ที่ปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งและน่าสนใจเช่นกัน

จากภาพประกอบคุณจะสังเกตได้ว่า ตัว EPS จะเป็นสิ่งกระตุ้นพฤติกรรมของราคาได้ดีพอสมควร และเมื่อไตรมาสใดที่มีผลกำไรที่ดีขึ้นเมื่อประกาศออกมาย่อมส่งผลให้ราคาปรับตัวขึ้นสนับสนุนผลกำไรที่ออกมาเช่นกัน ในหลายๆกรณีอย่างเช่นหุ้น PTG และ CBG จะมีการเขย่าราคาและแกว่งตัวในกรอบเพื่อบีบอัดราคา รวมทั้งเขย่าให้นักลงทุนบางส่วนออกไปเพื่อสะสมของ นี่ก็คือการคัดสรรที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งซึ่งผมเคยได้กล่าวไปบ้างแล้วในเรื่องของการบีบอัดของราคาและฐานราคาที่แคบลง เครื่องมือที่ใช้เปรียบเทียบได้ดีอีกชนิดหนึ่งก็คือ RS RATING ซึ่งจะเป็นการเปรียบเทียบดัชนี SET INDEX กับราคาหุ้นนั้นๆ เพื่อแสดงผลออกมาว่ามีแนวโน้มแข็งแกร่งหรืออ่อนแอกว่าตลาดรวม รวมถึงลักษณะของการเกิด Divergence ซึ่งผมจะต้องใช้เสมอเมื่อผมสนใจหุ้นตัวใดตัวนึง ผมก็ต้องใช้พฤติกรรมการเกิด Divergence มาประกอบ คุณจะเห็นได้ว่าการเกิด Divergence นั้นมีความสำคัญมากๆ เพราะเป็นการบ่งชี้ Momentum ของราคาว่าสอดคล้องหรือขัดแย้งกันหรือไม่ หากราคาปรับตัวขึ้นแต่ Momentum ไม่สอดคล้อง

 
ลักษณะแบบนี้ย่อมส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอันใกล้

อย่างกรณีของ Bearish Divergence ที่เกิดในหุ้น PTG ซึ่งเกิดในลักษณะ 2 ลูกคลื่น เมื่อเกิดลักษณะ Bearish Divergence นั้นเป็นสัญญาณเฝ้าระวังหากราคายังคงไม่เกิดปัญหาใดๆ คุณก็ถือมันต่อได้ เพราะอย่าลืมว่า การเกิด Bearish Divergence ก็มีการแก้ทางของมันได้เช่นกัน อย่างในหุ้น PTG การเกิด Bearish Divergence ลูกแรกนั้นถูกแก้โดยรูปแบบของ Positive Reversal หรือ Hidden Bullish Divergence ลักษณะการเกิด Hidden Bullish Divergence นั้นผมเคยกล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่จะขออธิบายอีกครั้งนึงดังนี้ครับ เมื่อราคาเกิดรูปแบบ Bearish Divergence ย่อมส่งผลให้เกิดการอ่อนกำลังลงของแนวโน้ม และเมื่อต่อมาราคาปรับตัวลงแต่ยังไม่หลุดฐานราคาก่อนหน้าหรือ Low ก่อนหน้า แต่ตัว Momentum Indicator อย่าง MACD , RSI กลับทำ New Low นำหน้าไปแล้วแบบนี้เป็นการส่งสัญญาณของหมีอ่อนกำลังครับ จากที่หมีกดแนวโน้มกระทิงลงมา แต่ต่อมา Momentum กลับลดลงทั้งๆที่ราคาก็ยังคงรักษาฐานราคาได้แบบนี้ย่อมส่งผลให้เกิดช่องว่างให้แรงซื้อกลับเข้ามาคุมราคา

นอกจากนั้นยังมีเรื่องของ GAP ที่ผมมีความเห็นว่าเราควรศึกษา พฤติกรรมของ GAP นั้นเป็นตัวบ่งชี้พฤติกรรมของราคา อย่างเช่นในหุ้น GPSC ได้เกิด GAP รูปแบบ Break Away Gap บริเวณราคา 26-27 บาท Break Away Gap จะเกิดขึ้นเสมอในช่วงที่แรงซื้อล้นๆจนทำให้เกิดช่องว่างราคาที่ซื้อขายกัน จึงส่งผลให้ราคาเกิดการกระโดดข้ามแนวต้านไปได้ ซึ่งในช่องว่างที่เกิดนั้นเราจะเรียกมันว่า Window และคุณจะเห็นได้ว่าเมื่อเกิด Break Away Gap ขึ้นราคาก็ได้กระโดดขึ้นไปและปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน วึ่งในปัจจุบันนี้ GPSC ก็เริ่มแกว่งตัวในกรอบที่แคบลง สังเกตได้จากสัดส่วนของการปรับตัวขึ้นเริ่มน้อยลงจากเดิม รวมถึงเกิดรูปแบบของ Bearish Divergenec เข้ามากดดัน ถึงแม้สัญญาณขายจะยังไม่เกิด แต่เราก็ควรเฝ้าระวังครับ สำหรับนักเทรดแนวเก็งกำไร หรือนักลงทุนที่เน้นถือลงทุนก็ควรดูผลงานว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ตัว EPS ของ GPSC จะออกมาดีขึ้นกว่าเดิมหรือลดลงกว่าเดิม

สุดท้ายนี้ ตัว EPS แม้จะเป็นสิ่งที่สามารถขับเคลื่อนพฤติกรรมได้ดีแต่ในหลายๆครั้ง ก็เกิดปัญหาที่เราไม่อาจคาดคิดได้เช่น EPS เพิ่มขึ้นแต่พฤติกรรมราคาเริ่มอ่อนกำลังลง หรือเริ่มมี Volume Sell เข้ามาควบคุมราคา พร้อมกับย้ำด้วยการเกิดแท่งเทียนแบบ Long Black Candlestick หรือ Black Marubozu แบบนี้ก็ควรจะยิงก่อนแล้วค่อยถามทีหลังครับ เพราะหากเราสนใจในตัวผลกำไรมากกว่าการลงทุนในภาพระยะยาว คุณก็ควรจัดการสถานะที่เริ่มมีปัญหาเพื่อไม่ให้กระผลผลงานการลงทุนของพอร์ตรวมครับ

#‎แอดมิน๙นิ้ว‬