ลักษณะของการกระจายหุ้น (Distribution) Study Case

จากที่เราได้เรียนรู้กันมาในเรื่องของพฤติกรรมราคาและแนวโน้มการเคลื่อนไหวในอดีต เราจะสามารถทบทวนได้ว่า หากแบ่งการพฤติกรรมตามทฤษฎีของ Dow Theory นั้นการเคลื่อนตัวของแนวโน้มขาขึ้นหรือ Bullish จะเกิดได้ 4 ระยะนั่นคือ

13411631_619568508206331_298203429743221588_o

  1. Accumulation Phase(ช่วงระยะการสะสมของราคา) ราคาจะแกว่งตัวในกรอบ ปริมาณการซื้อขายจะเริ่มลดลงจากช่วงก่อนหน้าที่เป็นแนวโน้มขาลง การเคลื่อนไหวของการหลุด Low แต่ละครั้งจะเริ่มมีจำนวนติดลบ % ที่ลดลงจากเดิม เช่น ก่อนหน้านี้ราคาปรับตัวลง อาจจะเกิดการติดลบกว่า -20% ต่อมาหากแรงขายเริ่มลดลงการปรับตัวลงก็จะลดลงเหลือ -10% , -8%, -5% ซึ่งการปรับตัวลดลงจะมีสัดส่วนที่แคบลงเรื่อยๆ เพราะฐานราคาเริ่มสร้างฐานได้
  2. Public Participation Phase (การเข้ามาของแรงซื้อจนเกิดการปรับตัวขึ้น) กาปรับตัวขึ้นระยะแรกจะไม่เกิดจากการเก็งกำไร เพราะนักเก็งกำไรโดยส่วนใหญ่ต้องอาศัย Trend ในการขับเคลื่อนส่วนต่างของราคา ดังนั้นการปรับตัวขึ้นในช่วงแรกนั้น จะเกิดจากการเข้ามาสะสมของนักลงทุนระยะยาว รวมถึงสถาบันที่มองเห็นความน่าสนใจของตัวกิจการ ในระยะแรกๆนี้อาจจะมีการเข้ามาของนักเทรดประเภท Swing trade บ้างแต่แรงขายก็ไม่สามารถที่จะกดราคาได้ เพราะหากแรงขายนั้นเป็นเพียงแรงขายจากนักลงทุนขาจร ยังไงแรงกดราคาให้ต่ำลงนั้นก็จะไม่มากพอที่จะเปลี่ยนแนวโน้มให้กลับทิศจากขึ้นเป็นลงได้ ดังนั้นการที่ตลาดจะปรับตัวหรือราคาหุ้นจะปรับตัวกลับทิศได้ มักเกิดจากการสะสมสถานะของคนบางกลุ่มจนส่งผลให้การขายแต่ละครั้งนั้นทำให้เกิดแรงกดราคา
  3. Excess Phase (การเข้ามาของแรงซื้อเก็งกำไร) การเข้ามาของนักเก็งกำไรสามารถแบ่งได้หลายกรณี ทั้งจากตัวนักเก็งกำไรมืออาชีพที่อาศัยการซื้อถึงเป้าขาย และนักเก็งกำไรประเภทที่ยังใหม่กับตลาดนี้ ที่เข้ามาโดยอาศัยที่จะ Run trend แต่ยังมองแนวโน้มไม่ออกว่าราคาได้ออกมาจาก จุด Start มากน้อยแค่ไหนแล้ว การ Run Trend และสะสมสถานะในหุ้นที่แข็งแกร่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่คุณต้องให้ความใส่ใจด้วยว่ามันจะยังพอเหลือ Catalyst หรือแนวโน้มสนับสนุนมากพอแค่ไหนที่จะส่งผลให้การปรับตัวขึ้นนั้นยังแข็งแรงต่อได้
  4. Distribution Phase (ช่วงระยะการกระจายตัวของราคา) การกระจายตัวของราคาจะไม่ได้เกิดขึ้นเพียงระยะเดียวแล้วจบ เหมือนดังที่ตัวทฤษฎีบ่งชี้ เพราะโดยปกติแล้วผมจะแบ่งการเกิด Distribution ไว้หลายรูปแบบ การกระจายตัวนั้นมีลักษณะที่ซับซ้อน เพราะตามหลักความเป็นจริงแล้วการกระจายตัวนั้นมันเกิดได้หลายกรณี เช่น หุ้นบางตัวอาจจะปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและต่อมาราคาเกิดการแกว่งตัวออกด้านข้างอย่างยาวนานลักษณะแบบนี้คือ การกระจายตัวแบบรอบเดียวจบ คุณจะเห็นลักษณะแบบนี้เกิดในหุ้นไทยบ่อยมากที่ราคาขึ้นไปอย่างรุนแรงและดูหอมหวานล่อตาล่อใจ ต่อมาราคาก็เกิดการกระจายตัวออกข้าง Swing up&down ในกรอบ และสุดท้ายมันก็โดนเททิ้งแบบไร้เยื่อใย และอีกกรณีที่เราพบเห็นได้บ่อยคือการกระจายตัวขายเป็นระยะๆ ทั้งในช่วงที่ราคาขึ้นและราคาเกิดการกดลงมาอย่างรุนแรง แต่ก็กลับไปปรับตัวขึ้นได้ต่อ ลักษณะแบบนี้จะเกิดจาการโยนหุ้นให้กัน หรือในกรณีที่ราคาแกว่งในกรอบที่แคบลงๆเรื่อยๆตามลำดับ ลักษณะแบบนี้ก็มักจะเกิดจากการพยายามเก็บหุ้นเพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสมตามต้องการ เช่นราคาขึ้นไป 10 บาท ก็ขายดักลงมา ราคาลงมา 8 บาทก็ซื้อเพิ่ม จะวนทำซ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนได้หุ้นตามจำนวน ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับว่ากรอบของการปรับตัวขึ้นลงนั้นแกว่งตัวกว้างหรือมี Range มากน้อยแค่ไหน หากราคายิ่งแกว่งตัวกว้างเช่น กรอบบน 10 บาท กรอบล่าง 2 บาท การแกว่งตัวของราคาก็จะเกิดการขึ้นลงหลายครั้ง ซึ่งมันจะทำให้เกิดเป็นรูปแบบของ Pattern Recognition อาทิเช่น Descending triangle , Ascending triangle , Symmetrical triangle ฯลฯ คุณจะเห็นว่า Pattern เหล่านี้ จะมีกรอบที่แคบลงๆเรื่อยๆ และนี่คือส่วนนึงของคำตอบที่ว่ามันเกิดจากอะไร? ก็จะเกิดจากการพยายามเก็บหุ้นให้ได้ในสัดส่วนที่ต้องการไงหล่ะ !!!!

ลักษณะของการเกิด Distribution ผมได้ใช้การสังเกต รวมถึงใช้ระบบในโปรแกรมตรวจสอบพฤติกรรมมันเสมอ โดยใช้ข้อมูลตั้งแต่ช่วงปี 1990 – ปัจจุบัน ผมศึกษาพฤติกรรมจาก Historical Chart และพยายามจำแนกรูปแบบพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในอดีตและปัจจุบันมาเปรียบเทียบกัน ทั้งในส่วนของการเคลื่อนไหวและปริมาณการซื้อขาย รวมถึงในช่วงหลังมานี้ผมเริ่มใช้ข้อมูลพื้นฐานเข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อให้เห็นความเป็นไปในอดีตเพื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คุณจะเห็นว่าผมใได้ช้ความช่างสังเกตเป็นหลักในการศึกษาการเคลื่อนไหว และประยุกต์มันให้เป็นการสร้างความมั่งคั่ง

หุ้น ROBINS
ก่อนอื่นเลยผมต้องขอพูดไว้ในที่นี้ว่า ทั้งหมดในข้อมูลบทความนี้เป็นเพียงผลของการศึกษาและมุมมองส่วนบุคคล ไม่มีส่วนได้เสียหรือชี้นำอันใดแก่นักลงทุนและท่านผู้อ่านแต่อย่างใด การลงทุนนั้นมีความเสี่ยงและท่านควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน

ROBINS มีการเติบโตของตัว Earnings Per Share ที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ +25% , Gross Margin +34% , Net Margin +17.06%

ตั้งแต่ช่วงต้นปีราคา Robins ปรับตัวลดลงมาจนถึงช่วงเดือนกุมภาพันธ์ คุณจะสังเกตได้ว่าการเคลื่อนไหวในแนวโน้มใหญ่คือ กรอบ Sideway ที่มีระยะ 36.75 – 44.50 ต่อมาหากคุณลองสังเกตพฤติกรรมของราคาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ คุณจะเห็นได้ว่าราคาได้เกิดการแกว่งตัวในแนวโน้วลงที่แคบลง ที่สำคัญคือตัวชี้วัด Momentum อย่าง RSI Indicator ก็ได้แสดงให้เราเห็นถึงรูปแบบของ Bullish Divergence ต่อมาราคาเริ่มเกิดการแกว่งตัวในกรอบแคบๆ ซึ่งส่งผลให้มันเกิดเป็นโคร้างสร้างของ Cup With Handle ในช่วงนี้เองปริมาณการซื้อขาย (กรอบสีเขียว) จะมีแรงซื้อที่สนับสนุนเสมอและแรงขายที่ลดลง นี่คือพฤติกรรมเชิงบวกที่มันควรจะเป็นรวมถึงมันเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต จนต่อราคาได้เกิดการปรับตัวขึ้นไปชนบริเวณ 43.50 ก่อนจะพักตัวลง ตรงนี้ผมอยากให้คุณสังเกตอีกครั้งว่าการปรับตัวลงครั้งนี้แรงขายไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยแต่กลับลดลงแบบนี้ยิ่งยอดเยี่ยม เพราะการเกิดลักษณะแบบนี้จะเป็นสิ่งยืนยันว่าการที่เรามองว่าราคากำลังสร้างฐานแบบ Cup With Handle นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง หลังจากนั้นราคาได้เกิดการ Pull Back กลับขึ้นไปและสามารถตีทะลุจุด Pivot ได้ในที่สุด

ในช่วงปริมาณซื้อขายกรอบสีเทา หลังจากราคาปรับตัวขึ้นจากจุด Pivot Point สำเร็จคุณจะเห็นว่าแรงซื้อไหลเข้ามาสนับสนุนแนวโน้มตลอด รวมถึงแรงขายที่แทรกเข้ามาแต่ก็ลดลงในวันถัดไป ในตรงนี้ผมอยากจะสรุปเรื่องสำคัญอีกเรื่องนั่นคือ

” ในช่วงที่ราคาโดนแรงขายกดลงหากวันถัดไปแรงขายยิ่งเพิ่มขึ้นแบบนี้เริ่มดูไม่ดี แต่หากวันต่อมาแรงขายกลับลดลงจากเดิมแบบนี้อาจจะเป็นเพียงการพักฐานระยะสั้น “

พูดง่ายๆคือนักลงทุนขาจรขายหุ้นออก หรืออาจจะพูดได้อีกกรณีเหมือนที่ผมกล่าวในช่วงแรกนั่นคือการโยนหุ้นให้กันเพื่อเปลี่ยนมือ แต่ลักษณะของการโยนหุ้นเปลี่ยนมือจะเกิดขึ้นได้ราคาก็ต้องแกว่งตัวในกรอบไปสักระยะ แต่จาก Case Study นี้ราคามันไม่ได้แกว่งตัวออกข้างเลยหรือ Sideway เลย แต่มันปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องนั่นแสดงว่าเป็นเพียงแรงขายจากขาจรที่เข้ามาในหุ้นเท่านั้น

หลังจากที่ราคาปรับตัวขึ้นมาสักระยะตัว Momentum Indicator อย่าง RSI ก็ได้แสดงลักษณะของ Bearish Divergence เข้ามาให้เราได้เห็นนั่นคือสัญญาณที่บ่งชี้การอ่อนตัวของแนวโน้ม หากเกิด Bearish Divergence สิ่งที่จะตามมาคือการเกิดรูปแบบของ Candlestick Pattern เช่น Doji, Engulfing , Evening star , Morning Star ฯลฯ เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วมันจะเป็นสิ่งยืนยันให้เราว่าราคากำลังจะเกิดการดีดตัวขึ้นหรือลงในระยะสั้น ขึ้นอยู่กับแนวโน้มในช่วงนั้นๆว่าเป็นขาขึ้นหรือขาลง หากราคาหุ้นอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นและเกิด Bearish Divergence การเกิด Candlestick Pattern จะเกิดในลักษณะของการบ่งชี้การปรับตัวลงเช่น เกิดรูปแบบของ Evening Star , Bearish Engulfing ฯลณ ส่วนในแนวโน้มขาขึ้นมันก็การเกิด Candlestick จะบ่งชี้การเกิดในลักษณะของการเด้งขึ้น เช่น Morning Star , Hammer , Bullish Engulfing ฯลฯ

หลังจากราคาเกิดรูปแบบของ Bearish Divergence จนส่งผลให้ราคาเกิดการปรับตัวลง คุณจะเห็นว่าปริมาณขายไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยถึงแม้จะเกิดการขายติดต่อกันหลายวันแต่ราคาก็สามารถยืนเหนือฐานราคาที่ 50 บาทได้ และไม่ได้เกิดการ Reset Base จึงส่งผลให้ราคายังคงไม่เปลี่ยนแนวโน้มและยังคงสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้อีกครั้ง และหลังจากนั้นไม่นานราคาก็ได้เกิดรูปแบบ Bearish Divergence อีกครั้งซึ่งก็เช่นเดียวกับครั้งที่แล้ว มันส่งผลให้ราคาปรับตัวลดลงจากบริเวณ 60 บาท ลงมาที่บริเวณ 55 บาท ตรงนี้ผมอยากให้คุณสังเกต RSI Indicator คุณจะเห็นได้ว่าราคา ยังคงสามารถรักษาฐานราคาได้และไม่ได้ทำ New Low แต่ RSI กลับทำ New Low และนี่คือส่วนประกอบหนึ่งที่จะบ่งชี้ให้เราเห็นว่าราคากำลังจะเกิดการปรับตัวขึ้น เพราะลักษณะที่ผมกล่าวมานั้นเป็นรูปแบบของการเกิด Divergence รูปแบบหนึ่งนั่นคือ “Positive Reversal หรืออาจจะเรียกว่า Hidden Bullish Divergence”

ลองนึกดูว่าเมื่อราคาปรับตัวลง Momentum ก็ควรสนับสนุนการปรับตัวลง แต่หากราคาปรับตัวลงแต่ Momentum กลับแสดงออกส่วนทาง คุณคิดว่ามันกำลังจะบอกอะไร ??? แน่นอนมันกำลังจะบอกว่าราคาถูกขายลงมาก็จริงอยู่ แต่Momentum ของแรงขายมันอ่อนลงมากแล้ว และนั่นจึงทำให้การแทรกตัวเข้ามาของแรงซื้อไม่ใช่เรื่องยาก สุดท้ายแล้วมันก็ส่งผลให้เกิดการผลักดันราคาปรับตัวขึ้นไปอีกครั้งจนได้ ในกรอบราคาที่ 55-60 นั้นเป็นช่วงที่ราคาได้เกิดการ Distribution การกระจายตัวเกิดขึ้นที่ตรงนี้ และก็เหมือนกับที่ผมได้กล่าวในช่วงต้นของบทความนี้ที่ว่า การเกิด Distribution มันเกิดได้หลายรูปแบบและรูปแบบที่เกิดได้ตลอดก็คือการทยอยขายตลอดทางขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ามันก็จะเกิดการกระจายตัวอีกครั้งในอนาคตแค่ถามว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไร และราคาจะไปถึงไหน คำตอบคือ ผมไม่ทราบ แต่โดยปกติแล้วเมื่อราคาเกิดการกระจายตัวให้เห็นแล้วในครั้งแรก ครั้งที่ 2 ย่อมเกิดไม่ห่างกัน เพราะมันจะไม่ Make Sens เอาเสียเลยหากราคากระจายตัวแล้วแต่ขึ้นต่อไปได้อีกยาวไกล นอกเสียจากว่าการกระจายตัวครั้งนี้นั้นเป็นการกระจายตัวเพื่อเปลี่ยนมือหรือเพื่อสะสมหุ้น ดังนั้นเราคงทราบคำตอบกันแน่นอนในอนาคตที่ใกล้จะถึงนี้ครับ

#‎แอดมิน๙นิ้ว‬