02/04/2017 การเทรดตามแนวโน้มสำหรับผมแล้วมองว่ามันเปรียบเสมือนการลดความเสี่ยง

การเทรดตามแนวโน้มสำหรับผมแล้วมองว่ามันเปรียบเสมือนการลดความเสี่ยงที่เรามีโอกาสจะสูญเสียเงินที่หามาได้อย่างยากลำบากในการทำงาน เพราะด้วยการที่เราต้องพยายามเล่นในหุ้นที่มีแนวโน้มขาขึ้นเป็นหลักมันจึงช่วยที่จะลดการเปิดสถานะในหุ้นที่ไม่มีแนวโน้มหรือหุ้นที่กำลังเป็นขาลง

ผมเลือกที่จะเทรดตามแนวโน้มไม่ใช่เพราะว่ามันดีที่สุด แต่ที่ผมเลือกการเทรดลักษณะนี้เพราะผมเชื่อว่าเราไม่จำเป็นต้องไปคาดการณ์ตลาดหรือคาดการณ์ราคาให้วุ่นวายมากมาย เพราะสุดท้ายแล้วเราก็จะไม่รู้อะไรได้ชัดเจน 100% อยู่ดี ในช่วงแรกที่ผมเริ่มเข้ามาเทรดในตลาดนี้ แน่นอนว่าผมเลือกที่จะศึกษาทุกๆอย่างที่พอจะหยิบจับหรือค้นหาตามแหล่งข้อมูลต่างๆมาได้ รวมทั้งพยายามที่จะอ่านหนังสือให้มากขึ้น ทั้งๆที่ตัวผมเองไม่ได้เป็นหนอนหนังสือสักเท่าไรนัก ลองทุกๆอย่างที่ใครๆเขาก็บอกว่ามันดี มันช่วยให้เราได้เงิน ผมผิดพลาดในการเทรดหลายครั้งจากการที่พยายามจะจับจังหวะตลาด พยายามจะจับจังหวะหุ้นว่าราคามันต้องไปตรงนั้นตรงนี้ คุณเชื่อไหมมาถึงวันนี้ผมไม่สนใจเรื่องเป้าราคาหุ้นเลย เพราะมันไม่มีความสำคัญอะไรเลยที่ควรค่าจะต้องไปสนใจ สำหรับผมแล้วผมว่าหลายๆอย่างหากเราเทรดมามากขึ้นนานขึ้นหรือโดนตลาดชกจนเราช้ำมากขึ้น เราจะกลับมาที่จุดเดิมๆเหมือนกับ Back to Basic

หลังจากที่ผมพยายามจะศึกษาหลายๆอย่างแตกสายปนเปกันมั่วไปหมด เอานั่นนี่มาจับยัดมามัดรวมกัน ผลสุดท้ายคือผมเห็นได้ชัดเจนว่าที่เรารอดมาได้และพอทำกำไรได้บ้างก็เพราะผมเชื่อในหลักของความเสี่ยง ผมจะระลึกถึงมันก่อนเสมอ ผมเปิดสถานะผิดบ่อยๆทั้งชีวิตการเทรดคงจะหลายร้อยครั้งเลยทีเดียว แต่โดยส่วนมากผมจะไม่เคยฝืนกฎการขายของตัวเองเลย นั่นจึงทำให้ผมพอระลึกได้ว่าที่รอดมาได้ทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าเราแม่น แต่เพราะเราผิดแล้วโดนน้อยแต่ตอนชกเข้าเป้าเรามีการล๊อคกำไรออกมาตลอดแต่ก็พยายามควบคุมสถานะไม่ให้เสี่ยงจนเกินไป และเกาะแนวโน้มให้ได้มากหรือนานที่สุดเท่าที่จะรับความเสี่ยงได้ มาถึงปัจจุบันนี้ผมก็ไม่ได้แม่นขึ้นแถมผิดก็เยอะเหมือนเดิม แต่ก็ยังระลึกในความเสี่ยงเสมอไม่ให้ตัวเองโดนชกจนน๊อค เพราะเมื่อไรที่คุณยอมขาดทุนได้มากจนเกินปกติ คุณจะเริ่มเสพติดมันเพราะการไม่ยอมตัดสินใจที่จะตัดสถานะเน่าๆออกไป บางทีมันอาจจะเป็นจุดที่ทำพอร์ตคุณย่อยยับได้ในคราเดียว

วันนี้ผมร่ายมาเสียยาวหน่อยก็เพราะอยากจะบอกเล่าสิ่งสำคัญที่ผมพยายามบอกคนใกล้ตัวหรือน้องๆที่รู้จักกันเสมอว่า “การพยายามอยู่ให้รอดในตลาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากจนเกินไป เพียงแค่ต้องรู้จักจำกัดความเสี่ยงเสมอ อย่าให้ตัวเองโดนเยอะและอย่าง Overtrade จนเกินไปแม้จะมั่นใจแค่ไหนก็ตาม เพราะตลาดนี้มันชอบทำสิ่งที่ตรงข้ามเราเสมอ” มาพูดถึงเรื่องอย่ามั่นใจจนเกินไปนี่ก็เป็นเรื่องสำคัญเพราะหลายๆครั้ง เมื่อเราเทรดมากขึ้นจนมีประสบการณ์ เราจะเริ่มจดจำลักษณะซ้ำๆเดิมๆของพฤติกรรมราคาหุ้นได้จนบางทีพอเราเห็นซ้ำๆอีกว่า เห้ย!! ท่าเดิมเลยแบบนี้ต้องหวดแล้ว ถึงแม้ว่าคุณจะเคยได้กำไรเป็น 100% หรือ 1000% จากพฤติกรรมราคาแบบใดก็ตาม จงอย่ารีบเข้าหุ้นไวจนเกินไป คุณควรรอให้มันชัดเจนเสียก่อน รอให้หุ้นข้ามแนว Pivot Point ให้ได้ก่อน หรือเข้าตามหน้าเทรดของคุณก่อนค่อยหวด เลือกจังหวะให้เหมาะสมที่ไม่ไวจนเกินไปและช้าจนเกินไป มันไม่มีความสำคัญใดๆเลยที่คุณจะรีบเปิดสถานะก่อนที่จะเข้าหน้าเทรดของคุณ การพยายามที่จะประหยัดเงินหรือซื้อไวกว่าเดิมเพื่อพยายามจะทำกำไรมากขึ้น มันก็เหมือนการฝืนกฎการเทรดของตัวคุณเอง คุณละเมิดการกฎการซื้อของตนเอง และมันบ่งชี้ว่าคุณไร้ซึ่งวินัยในการเทรด

ผมทำภาพประกอบง่ายๆบางส่วนมาเกี่ยวกับเรื่องของ Stage และ Base ของราคาครับ เพื่อเป็นกรณีศึกษา โดยปัจจุบันนี้ผมแทบจะเป็นแนว Price Action เป็นหลักแล้วแทบจะไม่ใช่ Indicator ใดๆมาร่วมเลย นอกจากพวก Volume และ เส้นค่าเฉลี่ย นอกนั้นผมจะเน้นพฤติกรรมของราคามากกว่าทั้งจาก Pattern Recognition หรือจากปริมาณซื้อขายและแท่งราคาเป็นหลักๆ ผมใช้เรื่องของ Stage เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมราคา และใช้เรื่องของ Base เพื่อใช้ในการพิจารณาจุดเข้าซื้อและหาจุดที่เรามีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ และแน่นอนว่ามันไม่มีอะไร 100% เรามีทั้งสถานะที่ดีและแย่ มันไม่สำคัญว่าเราจะผิดกี่ครั้งหรือถูกกี่ครั้ง สำคัญที่สุดคือเราทำอย่างไรเมื่อเราเปิดสถานะผิดจังหวะและทำอย่างไรเมื่อถูกจังหวะ !! เมื่อราคาหุ้นเข้าสู่ Stgae2 แล้วผมก็จะเริ่มพิจารณา Base ของราคาว่าทำรูปแบบ Constructive Base หรือไม่ สร้างฐานได้ดีแค่ไหน และปริมาณซื้อขายเป็นอย่างไรช่วงราคาสร้างฐาน โดยปกติแล้วช่วงราคาพักตัวลงเพื่อสร้างฐานปริมาณซืื้อขายควรจะหดตัวลงไปเพื่อเตรียมยกกลับ แต่หากปริมาณซื้อขายเพิ่มมากขึ้นแบบนี้ก็มีโอกาสที่เราจะโดนราคาหุ้นเขย่าตัว หรืออาจจะพลิกหน้าเป็นขาลงเลยก็ได้เช่นกันครับ

ในกรณีของ Htech ที่ผมหยิบมาเป็น Case นั้นเป็นช่วง Stage2 ซึ่งผมจะเน้นเทรดแต่หุ้นที่อยู่เหนือค่าเฉลี่ย 50 วันและ 200 วันเป็นหลักๆ พูดง่ายๆคือเล่นแต่ขาขึ้นเท่านั้น เพราะมันเล่นง่ายและผมก็ไม่ต้องไปเสียเวลานั่งตื่นตระหนกตลอดเวลาว่าจะโดนหุ้นเขย่าออกเมื่อไร อีกทั้งด้วยการที่มันเป็นขาขึ้นนี่แหละที่ทำให้เมื่อย่อตัวหรือเขย่าลงมันก็มักจะมีแรงซื้อมาหนุน ไม่เหมือนช่วงขาลงที่ราคาเด้งขึ้นมาจากการ Rebound หากคุณไม่ขายคนอื่นๆที่ติดหุ้นอยู่มันก็ขายใส่คุณ ดังนั้นเราจะเห็นได้ชัดว่าเล่นขาขึ้นง่ายกว่าและได้รอบไกลกว่า รวมถึงกำไรที่เป็นน้ำเป็นเนื้อมากกว่าด้วย Htech สร้าง Base มาแล้ว 3 ครั้ง โดยมีลักษณะของ Constructive Base ดังนี้

1) Base1 : Cup Pattern
2) Base2 : Flat Base
3) Base3 : Cup With Handle

ใน Base1 นั้นราคายกกลับขึ้นไปโดยมีแนว Pivot Point ที่ 4.06 ให้สังเกตว่าก่อนราคาจะฝ่าแนว Pivot Point ขึ้นไปนั้น เกิดลักษณะของ Tight Price ราคาทำเหมือนจะย่อตัวเพราะขึ้นมาใกล้แนว Pivot Point แต่แรงขายกลับออกมาน้อยมากและราคาหุ้นปิดใกล้เคียงกัน 5 วัน ก่อนจะเกิด Pocket Pivot Buy Point (PPBP) หลังจากนั้นหุ้นก็ฝ่าด่านขึ้นไปได้และ Rally Uptrend ไปสู่ Base2 ช่วงที่หุ้นตีทะลุไปได้ มันเป็นปกติที่หลังจากวันที่ราคาทะลุขึ้นไปแล้วนั้นจะเกิดแรงขายตามมา ผมจะไม่รีบตัดสินใจว่าหุ้นตีทะลุล้มเหลวแต่ผมจะรอดูว่าหลังจากวันที่ราคาทะลุแนว Pivot Point ขึ้นไปนั้น ปริมาณซื้อขาย(Volume) เป็นแบบใด หากราคาอ่อนลงมาหลังจากตีทะลุแล้ว Volume หดตัวลงผมก็จะถือหุ้นต่อและอาจจะตั้งรับเพิ่มด้วยซ้ำ นอกเสียจากว่าราคาหุ้นอ่อนตัวลงมาจนหลุดแนวค่าเฉลี่ย 20 วัน แบบนี้ผมจะเริ่มทยอยลดสถานะลงทันที และจะขายหมดแบบขาดทุนเล็กน้อยบริเวณจุด Cut Loss ที่วางไว้ตามกฎการขายครับ ที่สำคัญคือให้สังเกตง่ายว่าหากหุ้นตีทะลุแนว Pivot Point ขึ้นไปได้แล้วเกิดการเหวี่ยงตัวที่รุนแรงกว่าปกติ นั่นคือสมมติว่าก่อนหน้านี้หุ้นกำลังตั้งฐานแล้วแกว่งตัวแคบลงเรื่อยๆตามแบบของ VCP Pattern โดยแกว่งแคบลงจาก 20% 10% 5% ตามลำดับ ต่อมาพอราคาหุ้นตีละทุ Pivot Point ขึ้นไปได้แล้วเกิดสะบัดตัวย่อลงมาจนเกิดความผันผวนที่มากกว่า 5% แบบนี้ผมจะเริ่มกังวลแล้ว และจะมองหาจุดตัดขาดทุนที่วางแผนไว้ตั้งแต่ก่อนเปิดสถานะซื้อ หากราคาหลุดค่าเฉลี่ยหรือหลุดแนว Cut Loss ผมเมื่อไรผมก็ชิ่งทันที

เทรดเดอร์บางคนหรือแทบจะหลายๆคนจะกังวลมากที่จะขายหุ้นออกเพราะกลัวขายไปแล้วหุ้นมันเด้งใส่หน้า ที่น่าตลกก็คือผมโดนแบบนี้มาเป็นหลายร้อยทั้งแล้ว และมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรเพราะมันไม่ได้มีกฎห้ามคุณซื้อหุ้นกลับนี่ !! คุณขายเพราะลดความเสี่ยงลงไม่ให้ตัวเองเจอสถานการ์ที่ย่ำแย่ แล้วจะมามัวเสียดายไปทำไมกับอดีตที่แก้ไขอะไรไม่ได้ คุณก็แค่รอจังหวะใหม่แล้วเปิดสถานะซื้อใหม่ก็แค่นั้น การขาดทุนแค่ไม่กี่ % หลายๆครั้ง แค่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำในครั้งเดียวก็แทบจะ Cover ผลขาดทุนรวมได้แล้วครับ ให้มองว่าการตัดขาดทุนคือต้นทุนการบริหารคุณไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจ เพราะเทรดเดอร์ในโลกทุกคนก็เจอเหตุการณ์ขายแล้วเด้งใส่หน้ากันทั้งนั้น !!!! อีกจุดที่ผมอยากให้สังเกตคือหลังจากราคาหุ้นตีทะลุแนว Pivot Point ไปเรียบร้อยแล้วนั้น หากวันต่อมาเกิดแรงขายเข้ามากดราคาหุ้นลง ให้สังเกตเลยว่า Volume วันที่ราคาลงนั้นหดตัวลงกว่า Volume วันที่ราคาตีทะลุแนว Pivot Point ไหม ? หากมันหดตัวลงมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 50 วันของ Volume หรือหดจนแห้งไปเลยก็ยิ่งดีแบบนี้เป็นสัญญาณที่บ่งบอกเราได้อย่างดีว่า แรงขายที่แท้จริงไม่ได้ออกไปไหน แต่ที่ราคาอ่อนมานั้นเป็นเพียงแรงขายที่เบาบางจากนักลงทุนรายย่อยเท่านั้น หากเกิดลักษณะ Volume หดตัวจนแห้งหลังวันที่ราคา Breakout คุณก็แค่รอดูก่อนอย่าพึ่งไปคิดว่าการตีทะลุครั้งนั้นจะเป็นการทำฐานราคาที่ล้มเหลว รอให้เกิดสัญญาณขายตามกฎการขายของคุณก่อนหรือหลุดค่าเฉลี่ย 20 วัน เหมือนที่ผมเขียนไปก่อนหน้านี้ค่อยลดสถานะลงครับ

สุดท้ายนี้สิ่งที่สำคัญมากๆคือ การควบคุมความเสี่ยงและการแบ่ง Position Size ให้เหมาะสม โดยส่วนตัวผมจะไม่แนะนำให้มีหุ้นมากตัวจนเกินไป เพราะคุณไม่มีทางจะควบคุมหุ้นเป็น 20-30 ตัวได้ตลอดเวลาแน่นอน หากตลาดเกิด Panic Sell ลงมาแล้วคุณจะจัดการอย่างไรได้ทันท่วงที คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าจะขายหุ้นตัวไหนก่อนและตัวไหนควรถือ ผมไม่มีความคิดว่าการวางไข่ในตระกร้าหลายๆใบจะเป็นกลยุทธ์ที่ดี แต่คุณก็ไม่ควรจะ All In จนเกินไปแบบมีหุ้นทั้งพอร์ตตัวเดียวอัดไปเลย 10 ล้าน อันนี้ก็เสี่ยงไป 4-5 ตัวก็กำลังพอดีครับ และก่อนจะเปิดสถานะซื้อหุ้นตัวไหนอย่าลืมว่าผลกำไร ยอดขาย และอัตราการเติบโตของมันสำคัญที่สุด คุณต้องตามหาหุ้นที่มีผลกำไรเติบโตเพื่อคัดสรรมาเข้าใน Watch List เสียก่อน ไม่ใช่หวดอย่างเดียวโดยไม่สนตาม้าตาเรือว่าหุ้นที่จะซื้อมีผลดำเนินงานดีหรือแย่ ง่ายที่สุดสำหรับผมคือการคัดสรรหุ้นที่มีผลกำไรเติบโตอย่างน้อย 2-3 ไตรมาส และหากผลงานรายปีเติบโตขึ้นมาก่อนแล้วยิ่งดูดีมาก บทวิเคราะห์จากโบรคเกอร์ก็อ่านไว้บ้างเพราะเขาอุตส่าห์บรีฟข้อมูลมาให้ ส่วน Target Point พื้นฐานอะไรนั่นไม่จำเป็นต้องใส่ใจ ให้มองที่สิ่งที่บริษัทกำลังทำหรือกำลังพัฒนา มีอะไรใหม่ๆน่าสนใจเกี่ยวกับมันบ้าง เราเพียงแค่ต้องการ Catalyst เพื่อมาหนุนราคา แต่จุดเข้าซื้อเราจะใช้การตัดสินใจจากพฤติกรราราคาของมันครับ

บทความนี้อาจจะยาวหน่อย บางส่วนอาจจะน่าเบื่อไปบ้างผมก็ขออภัย แต่ก็พยายามจะบรีฟสิ่งที่มีในหัวให้ย่อยให้บทความไม่ยาวจนเกินไป แต่สุดท้ายก็เหมือนยาวจนเกินไปอยู่ดีครับต้องขออภัยมา ณ ที่นี้..

# บทความข้างต้นเป็นเพียงแนวคิดส่วนตัวของผู้เขียนทั้งมาจากประสบการณ์ที่พอมีบ้างและตำราต่างที่เคบศึกษาอ่านมา อันไหนใช้ได้ผลก็เขียน อันไหนใช้แล้วผู้เขียนว่าไม่ได้ผลก็ไม่รู้จะเขียนมาให้เปลืองเวลาทำไม การลงทุนมีความเสี่ยงสูงผู้อ่านควรคิดพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนการตัดสินใจในการลงทุน ขอบพระคุณครับ

*แก้ไข Stage2 : Base2 เป็น Constructive แบบ Flat Base นะครับ ผมเขียนผิด ขออภัยมา ณ ที่นี้ครับ

Agapol Chamnanpanich(เอกพล ชำนาญพานิชย์)