07.07.16 ผมได้ลองนั่งทดสอบระบบเพิ่มเติมโดยอาศัยตัว MACD ในการประเมินผล

ซึ่งนั่นส่งผลให้ผมมีไอเดียในการเขียนบทความนี้ออกมา ซึ่งหลักการนี้เป็นหลักการที่ผมเคยอ่านจากหนังสือของ Gerald Appel ช่วง 4 ปีก่อน ซึ่งจะมีแนวคิดในการใช้ Indicator ที่หลากหลายมากๆ และน่าสนใจ ผมได้ทำรูปประกอบที่เกิดขึ้นกับหุ้น IVL ในปัจจุบัน และขอพูดตรงนี้ว่าผมไม่ได้หวังชี้นำใดๆทั้งสิ้น ทั้งหมดเป็นเพียงบทความที่ผมเขียนออกมาจากที่ตนเองพอรู้ ดังนั้นผู้อ่านควรจะพิจารณาและศึกษากระบวนการด้วยตนเองก่อนเสมอ อย่าเชื่อเพราะเขาบอกว่ารู้ และอย่าเชื่อเพราะมีคนบอกต่อกันมา ตัวผมเองนั้นจะรับฟังและนำทุกสิ่งอย่างที่รับรู้มาพิจารณาด้วยตนเองก่อนเสมอ

IVL ทำรูปแบบซ้ำๆเดิมๆ ให้เราได้เห็นกัน จากในบทความในอดีตของผมจะเคยพูดถึงเรื่องการบีบอัดของราคาที่แคบลง ซึ่งหากการบีบอัดนั้นเป็นการบีบตัวที่ราคายกตัวขึ้นเรื่อยๆแบบนี้จะทำให้เกิดเป็นรูปแบบของ Rising Wedge การที่ราคาบีบตัวจากแกว่งตัวมากไปจนถึงเริ่มแกว่งตัวลดลงๆ นั่นคือสิ่งที่ดี แต่ปัญหาคือว่า หากการแกว่งตัวนั้นเป็นการแกว่งตัวขึ้นแต่พฤติกรรมราคาเกิดการ Overlap ตลอด แบบนี้ย่อมส่งผลให้เราได้เห็นว่าการปรับตัวขึ้นนั้นเริ่มอ่อนแอ ซึ่งมันจะส่งผลให้ราคาเริ่มปรับตัว อาจจะแกว่งตัวออกข้างแล้วเริ่มสร้างฐานใหม่ (Setup Base) หรืออาจจปรับตัวลงเลยก็ได้ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เสมอในหุ้นที่ไม่มีคุณภาพ ไม่มีผลงานเชิงพื้นฐานสนับสนุน การ Overlap ของราคานั้นไม่ควรจะเกิดขึ้นหากการปรับตัวนั้นแข็งแกร่ง ดังนั้นหากราคาปรับตัวขึ้นหรือทะลุแนวต้านขึ้นมาได้แล้วหลังจากนั้นราคาเกิดการกลับตัววกลงมาหลุดแนวรับที่ซึ่งเคยเป็นแนวต้านเดิมของมัน แบบนี้จะเรียกว่าการ “Overlap” และนั่นย่อมส่งผลที่ทำให้เราเห็นขึ้นการปรับตัวขึ้นที่อ่อนกำลัง

รูปแบบของ Rising Wedge ผมได้ทำมาประกอบในรูปภาพนี้เช่นกัน รวมถึงการเกิดลักษณะของการ Panic Sell ของราคา ที่สำคัญคือรูปแบบนี้จะเกิดขึ้นซ้ำๆเดิมๆ เมื่อราคาเกิดการเทขายอย่างตื่นตระหนกก็จะส่งผลให้เกิด Falling Gap ต่อมาจะเริ่มมีนักลงทุนที่เห็นโอกาสเริ่มเข้ามาเก็บหุ้นเพื่อสวนแนวโน้ม ลักษณะแบบนี้จะส่งผลให้เกิดรูปแบบของ Reversal Candlestick ตามมา รวมถึงจะเริ่ม Setup Base ตามแบบฉบับของ Contrary Opinion ทำไมผมถึงพูดเรื่องนี้ ??? ก็เพราะมันกำลังเกิดขึ้นอีกครั้งในตอนนี้ครับ แต่หากถามว่ามันจะไปได้ไกลไหม ตรงนี้ผมไม่ขอตอบที่แน่ๆคือ บริเวณฐานราคาที่ 28.25 – 30.50 นั้นเป็นแนว Volume ที่หนาพอสมควรเลยทีเดียว ผมได้ทำรูปของการใช้ MACD เพื่อเป็นตัวบ่งชี้สัญญาณ Buy & Sell มาให้ท่านได้ดูกันด้วย โดย MACD Period (9,19) จะให้สัญญาณ Buy และ MACD Period (19,39) จะเป็นตัวที่ให้สัญญาณ Sell ที่สำคัญคือการใช้ MACD หรือเครื่องมือทางเทคนิคจะต้องขึ้นอยู่กับสภาพตลาดที่เกิดขึ้นในปัจจุบันด้วย เพื่อพิจารณาว่าในช่วงนี้นั้นตลาดกำลังอยู่ในแนวโน้มไหน ขาขึ้นหรือขาลง ที่สำคัญคือหากย้อนไปในช่วงต้นบทความที่ผมกล่าวถึงลักษณะของ Rising Wedge แล้วคงจะทำให้ท่านพอเห็นภาพได้ว่าตอนนี้ตลาดของเรากำลังอยู่ในขาขึ้นแบบไหน แข็งแกร่งหรืออ่อนแอ ??

ที่สำคัญคือ เส้น Moving Average – 50 Day ก็ถือว่าเป็นเส้นแบ่งแนวโน้มหากราคาเกิดการหลุดเส้น 50 วันลงมา ย่อมส่งผลต่อการอ่อนแอของแนวโน้มขึ้น มันจึงจะเป็นการดีอย่างมากหากเราเลือกที่จะขายหุ้นตัวนั้นๆออกไป แต่จากภาพประกอบที่เห็นการใช้ MACD 2 Period เข้ามาช่วยก็ถือว่าเป็นตัวคัดกรองที่ดี รวมถึงให้สัญญาณซื้อและขายได้อย่างยอดเยี่ยม ยิ่งหากเราเข้าใจในทฤษฎีของการประเมินผลพฤติกรรมราคา หรือการพิจารณาทางเทคนิค ยิ่งส่งผลให้เกิดการเทรดแบบประยุกต์ที่จะมีการนำทฤษฎีอื่นเข้ามาประยุกต์ใช้เพิ่มเติมเพื่อสนับสนุน อย่างที่ผมได้ทำมาให้ดูเป็นตัวอย่างในภาพประกอบก็เป็นเรื่องของ Contrary Opinion ทั่วๆไป ซึ่งมันก็จะเกิดเป็น Step-By- Step แบบนี้เสมอ

1.PANIC SELL
2.FALLING GAP
3.BULLISH REVERSAL CANDLESTICK
4.BIG WHITE CANDLESTICK

จากที่ผมพูดมาทั้งหมดก็หวังว่าคงพอจะเป็นข้อแนะนำที่สามารถทำให้ท่านผู้อ่านได้อะไรเพิ่มเติมบ้าง สักเล็กๆน้อยๆ ครับ