19/05/2017 ช่วงนี้มีพี่ๆถามบ่อยๆ คัดหุ้นยังไง ?

ตามที่ผมพูดบ่อยๆสม่ำเสมอคือ ผมให้กราฟมาก่อนเสมอครับ อันนี้ไม่ได้ชี้แนะว่ากราฟมาหวดไม่ยั้ง หรือไม่ต้องไปใส่ใจพื้นฐาน แค่จะแนะนำว่า พื้นฐานกิจการคือสิ่งการันตีที่ยอดเยี่ยมในอนาคตของตัวมัน เพราะถ้าเราไม่ศึกษาส่วนนี้เราจะไม่รู้เลยว่าหุ้นตัวนั้นๆมันมีผลบวกอะไรเข้ามา

อย่างพวก Commodities ก็จะมีเรื่องราคาสินค้าในตลาดพวกวัตถุดิบที่บางเจ้าก็มีกักตุนของเก็บไว้เยอะ พอราคาสินค้าอ้างอิงในตลาด Commodities มันขึ้น ก็ส่งผลต่อผลกำไรที่มากขึ้นจากส่วนต่างต้นทุนวัตถุดิบ

ผมแค่ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่จริงหลายๆคนก็เข้าใจมันดีอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่พบเจอคือ ทำไมในเมื่อก็รู้ๆเหมือนกันแต่ยังไม่สามารถเกาะคำใหญ่ๆไปได้ ที่จริงแล้วผมเชื่อว่าหลายคนเก่งพื้นฐานแคะได้ดีไปได้ไกลกว่าผมอีก แต่ปัญหาคือ ยังไม่เข้าใจว่าเมื่อไรเราควรเล่นหรือเมื่อไรควรรอ ผมไม่สามารถเปิดสถานะได้ทุกวันเพราะผมไม่ได้มีลักษณะของการเทรดสั้นๆ ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีแต่ไม่ใช่จริตของผม ถ้ามีก็น้อยมากนอกจากว่ารู้ว่าพอมี Gap ให้เล่นทำกำไร ก็เข้าไปแค่พอแก้เหงาแก้คัน แต่ถ้าจะให้เลือกตัวที่เราหวังผลกับมันจริงๆ เราจะต้องมีการคัดสรรทั้งลักษณะพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของราคา และพื้นฐานที่สนับสนุน บทวิเคราะห์จากโบรคเกอร์คือสิ่งที่ช่วยลดระยะเวลาการทำความเข้าใจให้เราได้เยอะครับ จงอ่านมันอย่างสม่ำเสมอและอ่านหลายๆเจ้า อย่าอิงบทวิเคราะห์แค่เจ้าเดียว

ผมเริ่มการติดตามหุ้นอย่างน้อยๆก็หลังตลาดปิดทุกวันผมต้องมานั่ง Screen ดูว่าหุ้นตัวไหนราคาเป็นอย่างไร ทั้งพฤติกรรมของราคาในระยะ Weekly สนับสนุนไหม และ Daily กำลังสร้างฐานอย่างไร มี Volume หนาแน่นเกินไปไหม เพราะหากการสร้างฐานราคาที่เราเห็นได้ชัดๆว่ามี Volume ช่วงนั้นหนาแน่นๆมากๆ สว่นใหญ่หุ้นจะเกิดการกระจายขายออกมา อาจจะขึ้นได้ต่อแต่ส่วนใหญ่ก็จะโดนกดลงมา เพราะ Demand ของมันไหลออกไปแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ สำคัญมากคือคนส่วนใหญ่ชอบพยายามระบุจุดต่ำสุดของราคา พยายามไปทยอยรับ เหตุผลดีๆก็พอมีเช่นอาจจะบอกว่าก็พื้นฐานมันดีโตมากกำไรออกมาสวยเลยเข้าไปซื้อ มันไม่ผิดแต่คุณก็ต้องยอมรับให้ได้หากซื้อแล้วต้องถือรอหรือโดนราคาสะบัดพาขึ้นลงไปมา หรือสุดท้ายราคาอาจจะลงต่อแล้วคุณก็ต้องนั่งมองราคาหุ้นลดลงไปเรื่อยๆ ด้วยเหตุผลเพียงเพราะพื้นฐานดี กำไรโต

หุ้นทุกตัวจะมีจุดเข้าที่เหมาะสมของมัน ขึ้นอยู่กับหน้าเทรดของแต่ละคน สำหรับผมแล้วในช่วงนี้ผมจะคัดสรรหุ้นที่อยู่ในระยะไม่เกิน -10% ถึง -15% จาก 52-Week High เพราะตลาดเรายังอยู่ในสถานะ Correction อยู่ แต่ในกรณีที่ตลาดปรับสถานะเป็น Confirm Uptrend แบบนี้ผมจะขยายกรอบเป็นอยู่ในระยะไม่เกิน -25% จาก 52-Week High นี่คือเงื่อนไขแรกของผม ดังนั้นหุ้นพื้นฐานดีๆแต่ราคายังต้องรอการพิสูจน์ให้เห็นนั้นจะไม่รอดเข้ามาตั้งแต่เงื่อนไขแรก วัตถุประสงค์ของผมไม่ได้ต้องการหุ้นที่ราคาต่ำๆ ผมต้องการจุดซื้อที่เหมาะสม และผมไม่สนใจหุ้นตัวไหนแพงหรือถูก เพราะถ้าของดีจริงๆพฤติกรรมราคาต้องแสดงให้ผมเห็นก่อนแล้วว่ามันอยากจะขึ้นมากกว่าลง อย่าลืมว่าเราต้องฝึกนับ Base และควรมีสถานะตั้งแต่ Base ต้นๆ เพื่อความปลอดภัยของจุดเข้าซื้อ
ก่อนประกาศงบการเงินส่วนใหญ่นักลงทุนชอบเข้าไปเก็งกำไรกัน คาดการณ์งบว่าต้องดีต้องโต แต่โดยส่วนใหญ่แทบจะ 90% ของผลงานที่ดีของผม ผมซื้อหุ้นหลังประกาศงบ รอให้ฝุ่นหายตลบแล้วผมจึงเข้าไป หุ้นที่แนวโน้มผลงานจะออกมาดีส่วนใหญ่แล้วกราฟจะแสดงพฤติกรรมมาให้เราเห็น อาทิเช่น เกิด Pocket Pivot Buy Point(PPBP) แสดงพฤติกรรมว่ามีแรงซื้อเข้ามา แต่ผมไม่ได้ซื้อทันที ผมใช้ PPBP เพื่อสนับสนุนแนวโน้ม นั่นแสดงว่าหากหุ้นตัวนั้นๆที่ผมมองเกิด PPBP มาก่อนผมจะยิ่งมั่นใจมากขึ้น ผลดำเนินงานเติบโต กำไรมากจากรายได้และการขายชัดเจน ไม่ใช่กำไรพิเศษที่มาไตรมาสเดียวหาย แบบนี้ผมก็จะเช็คพื้นฐานรวมๆ แล้วรอจุดซื้อที่เหมาะสม

จุดซื้อที่เหมาะสมและผมมองว่ามันง่ายและได้ผลมากคือ Volatility Contraction Pattern (VCP) คุณสามารถนำพฤติกรรมนี้ไปใช้ได้ทั้งจากการเก็งกำไรสั้นๆ หรือย่อ Time Frame ลงไปเทรดในระยะ Intraday ก็ได้เช่นกัน แต่โดยส่วนตัวแล้วผมจะมีจุด Buy จาก Daily Chart เป็นหลักครับ คุณต้องวิเคราะห์ Base(ฐานราคา) ให้เป็นเสียก่อน แยกมันให้ออกว่าแบบไหนคือฐานราคาที่ดีหรือแบบไหนคือฐานราคาที่แย่ๆ ดังนั้นการแกว่งตัวของราคาจะต้องมีความสัมพันธ์กับปริมาณซื้อขาย(Volume) เช่นหุ้นตัวหนึ่งสร้างฐานราคาในขาขึ้น เราสังเกตเห็น PPBP สะสมมาตลอด บริเวณฐานราคาที่ดูดีทั้ง Weekly Chart และ Daily Chart ต่อมาราคาเริ่มยกกลับขึ้นมาบริเวณ Old High ในระยะไม่เกิน -10% จาก 52-Week High แบบนี้คุณเตรียมจ้องเลย เพราะปกติหุ้นที่อยู่ๆยกขึ้นมาพรวดๆ จากฐานแบบยกขึ้นมาไม่กี่แท่งแล้วชน Old High นั่นแสดงว่ามี Demand ไหลเข้ามาต่อเนื่อง ซึ่งมันไม่ใช่การปรับฐานแบบปกติ

การปรับฐานแบบปกติหุ้นจะต้องมีการเด้งขึ้นสลับย่อ เหมือนซิกแซกขึ้นไปโดยมีปริมาณซื้อหนุนในวันที่หุ้นขึ้น และเมื่อราคาหุ้นถอยลงปริมาณก็จะลดลง นี่คือจุดสำคัญที่บอกเราเป็นนัยๆว่ารอบนี้น่าจะเอาจริง !! เพราะเมื่อหุ้นมีการสะสมมากพอ ซึ่งเราสังเกตได้จาก PPBP หรือการแกว่งตัวสร้างฐาน เมื่อหุ้นยกขึ้นปริมาณซื้อขายจะหนุนราคาให้ยกขึ้นต่อเนื่อง แต่พอหุ้นย่อตัวทำ Pull Back ลงมา ปริมาณซื้อขายจะหดตัวลง ด้วยเหตุที่ว่าเมื่อมีการสะสมที่มากพอแล้วช่วงราคาหุ้นอ่อนลงมานั้นจะไม่มีคนเอาหุ้นมาปล่อยวางซื้อขายในตลาด มันจึงทำให้ปริมาณการซื้อขายหดแห้งมากๆ จนเห็นได้ชัดเจน สมมติว่าหุ้นตัวหนึ่งวิ่งขึ้นไปมีปริมาณซื้อขายหนาแน่นมากๆ วันต่อมาหุ้นย่อตัวลงแต่ปริมาณซื้อขายกลับหดลงไปต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมาก แบบนี้เราจะเห็นแล้วว่ามันผิดปกติ ไม่มีคนยอมเอาหุ้นมาปล่อยในตลอดเขาดูดไปเก็บกันหมด บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้สูงที่ราคาจะไปต่อครับ

สรุปแล้วที่ร่ายยาวมาทั้งหมดเนี่ย คือ ผมจะเทรดในหุ้นที่แน่นอนทั้งพฤติกรรมราคา ปริมาณซื้อขาย การสร้างฐานราคา และผลงานพื้นฐานที่น่าตื่นเต้นรวมถึงเติบโตต่อเนื่อง หุ้นจะอยู่ในระยะที่ใกล้กับ 52-Week High และไม่จำเป็นว่าเราจะต้องรอให้ราคาทะลุเสมอไป เพราะหลายๆครั้งจุดเข้าซื้อก็เกิดขึ้นก่อนการทะลุแนว Old High ครับ ที่สำคัญคือเส้นค่าเฉลี่ย 10 20 50 และ 200 วัน คุณควรจะเลือกเล่นหุ้นในกลุ่มที่ยืนเหนือค่าเฉลี่ยเหล่านี้ หรือในกรณีที่หุ้นสร้างฐานอยู่อย่างน้อยๆมันก็ต้องยืนเหนือค่าเฉลี่ย 50 วันและ 200 วัน หากต่ำกว่านั้นผมจะไม่สนใจ อาจจะติดตามดูแต่จะไม่เข้าไปคาดหวังสูงกับมันมาก

# อ่านมาถึงตรงนี้คงเห็นแล้วว่าเราต้องหมั่นเรียนรู้ตลอดเวลา ต้องเข้าใจหลักพื้นฐานก่อน เมื่อเรามีข้อมูลหรือความเข้าใจมากพอ เราจะหยิบจับเรื่องพื้นๆเหล่านี้มาต่อยอดได้ อย่าลืมว่าทุกวิธีการนั้นดีหมด ถ้าคุณเลือกหยิบสิ่งที่ตรงกับตัวคุณมากใช้ อย่าฝืนตนเองเพียงเพราะเห็นคนอื่นทำวิธีนั้นวิธีนี้แล้วได้กำไรมหาศาล จงทำในสิ่งที่คุณพร้อมที่จะเรียนรู้และสนุกไปกับมันครับ เมื่อถึงจุดๆหนึ่งการเทรดจะไม่ใช่เรื่องของเงินแล้ว แต่มันจะเป็นงานอดิเรกเหมือนเราเล่นเกมส์มากกว่า
ตัวอย่างไม่เยอะนะครับ ผมขี้เกียจทำ 555 เน้นโม้อย่างเดียว..

Agapol Chamnanpanich
#BrotherhoodTrader